ปลูกผม คืออะไร? ทำไมต้องปลูก?

ปลูกผม

ปลูกผม เพื่มความมั่นใจได้ 100%

การปลูกผม (Hair Transplantation) เป็นการศัลยกรรมผิวหนัง เพื่อแก้ไขปัญหาศีรษะล้าน ซึ่งจะนำผมของตัวผู้เข้ารับการปลูกผมมาใช้นั้นเอง และในการปลูกผมต้องใช้ยาเฉพาะในการปลูกผม

วิธีการปลูกผมแบ่งออกเป็น 2 วิธีใหญ่ ๆ คือ

การปลูกผมแบบตัดหนังศีรษะ Follicular Unit Transplantation (FUT) จะเป็นการตัดเอาหนังศีรษะด้านหลังซึ่งมีรากผมที่แข็งแรงและแทบไม่มีการหลุดร่วงของเส้นผม นำมาปลูกในบริเวณที่มีปัญหา ไม่ใช้ยาสลบ แต่ฉีดยาชาเฉพาะบริเวณที่ทำการปลูกย้ายเซลล์รากผมเท่านั้น
การปลูกผมแบบไม่ผ่าตัด (Follicular Unit Extraction: FUE) เป็นวิธีการปลูกผมที่นำเอากอผมจากบริเวณหนังศีรษะด้านหลังของผู้เข้ารับการปลูกผม ฝังลงบนหนังศีรษะด้านหน้า โดยวิธีนี้จะแบ่งออกเป็นอีก 2 ประเภทย่อย ๆ ได้แก่

  • การปลูกโดยใช้รากผมในปริมาณที่มาก (Slit Grafts) โดยจะใช้รากผม 4-10 รากต่อหลุมผมในแต่ละหลุม
  • การปลูกโดยใช้ปริมาณผมน้อย (Micro-Grafts) ใช้รากผมเพียง 1-2 รากต่อหลุมผมในแต่ละหลุม

ในปัจจุบัน การปลูกผมแบบ FUE ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะเป็นวิธีที่ได้ผลดี ไม่ทำให้มีแผลเป็นหลังการปลูกผมอีกด้วย

ทำไมต้องปลูกผม ?

หลักๆ เลย จุดประสงค์ที่ใครๆ เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจ พอเข้ามั่นใจมากขึ้นก็ส่งผลต่อบุคลิกภาพทำให้ดีขึ้น เข้าสังคมได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น เอาละ เรามารู้คุณสมบัติคนที่ต้องทำการปลูกผมกันเถอะ

  • ผู้ชายที่มีภาวะศีรษะล้านแบบผู้ชาย
  • ผู้หญิงที่มีลักษณะผมที่บาง
  • ผู้ที่สูญเสียเส้นผมบางส่วนจากการไฟไหม้ หรืออาการบาดเจ็บที่หนังศีรษะ

และรู้หรือไม่ว่าการปลูกผมส่วนใหญ่ใช้เพื่อการรักษาปัญหาศีรษะล้านจากกรรมพันธุ์ (Andorgenetic Alopecia) ได้ด้วย รวมถึงยังใช้ควบคู่กับการรักษาในผู้ป่วยที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ทำให้ศีรษะล้าน

ข้อห้ามในการปลูกผม

การปลูกผมก็มีข้อดี ข้อควรระวัง แต่ก็มีข้อห้ามด้วยสำหรับคนบางกลุ่มเช่นกัน โดยกลุ่มคนที่ห้ามดังต่อไปนี้

  • ผู้หญิงมีลักษณะศีรษะกว้างหรือล้านแบบกระจัดกระจาย
  • ผู้ที่มีปริมาณผมที่ใช้ในการปลูกไม่เพียงพอ
  • ผู้ที่มีปัญหาเรื่องคีลอยด์หรือแผลเป็นง่ายเมื่อผ่าตัดหรือได้รับบาดเจ็บ
  • ผู้ที่มีสาเหตุของศีรษะล้านอันเนื่องมาจากการรักษาทางการแพทย์ เช่น เคมีบำบัด
Upload Image...

วิธีการในการปลูกผม

  1. ทำการวาดกราฟและคำนวณกราฟเพื่อใช้ในการปลูกผม ในบางเคส อาจจะใช้ถึง 2000 กราฟ
  2. จากนั้นวิธีการปลูกผมก็จะเริ่มแตกต่างกันไปตามวิธีที่ใช้ โดยถ้าเป็นการผ่าตัดหนังศีรษะ ศัลยแพทย์จะผ่าตัดนำหนังศีรษะที่ท้ายทอยออกมาปลูกบริเวณที่ไม่มีผม แล้วเย็บปิดแผลบริเวณที่นำหนังศีรษะออกมา ส่วนวิธีแบบไม่ผ่าตัด จะมีการใช้เครื่องมือพิเศษดึงเอาเฉพาะเซลล์รากผมแล้วนำไปปลูกถ่ายบริเวณที่ล้าน ในการปลูก ศัลยแพทย์อาจขีดแบ่งพื้นที่บนหนังศีรษะ ก่อนจะใช้แว่นขยายและมีดผ่าตัดขนาดเล็กค่อย ๆ กรีดและนำรากผมฝังลงไปบนหนังศีรษะ วิธีดังกล่าวจะช่วยให้ผมที่ขึ้นมาดูเป็นธรรมชาติ
  3. ศัลยแพทย์จะนำผ้าก๊อชคือผ้าพันแผลที่สามารถระบายอากาศได้ปิดบริเวณที่ทำการปลูกผมและตลอดระยะเวลา 7 วัน จะต้องมาทำการล้างแผลจากนั้นรอระยะ 6 เดือน ให้ผมได้เริ่ม

การเตรียมตัวก่อนปลูกผม

ทำไม่ต้องเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัด ทั้งที่เพิ่มให้ระบบหมึนเวียนของเลือดดีขึ้น ระบบรักษาแผลก็จะดีขึ้น ทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น ซึ่งผู้เข้ารับการปลูกผมจะต้องทำตามอย่างเคร่งครัดเพื่อเลี่ยงการเกิดปัญหาในขณะทำการปลูกผม และภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบภายหลัง โดยการปฏิบัติตนก่อนมาปลูกผม มีดังนี้

  • งดสูบบุหรี่ ควรหยุดสูบบุหรี่อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด เพราะจะทำให้แผลช้าลง และหลังจากการปลูกผมอย่างน้อย 1 เดือน
  • หยุดการรับประทานยา โดยเฉพาะวิตามินหรือยารักษาอาการบางชนิด เพราะยาอาจจะทำให้เลือดไหลช้า หรือไหลไม่หยุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการรักษา
  • สระผมให้สะอาดและหลีกเลี่ยงการจัดแต่งทรงผม ในวันที่มีการปลูกผม ควรสระผมให้สะอาดตั้งแต่ตอนเช้า โดยมียาสระผมที่แนะนำคือ และเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมทุกชนิด บางครั้งศัลยแพทย์อาจแนะนำให้ผู้เข้ารับการปลูกผมงดการตัดผมอย่างน้อย 1 เดือนก่อนเริ่มทำการปลูกผมเพื่อให้ผมส่วนอื่นยาวพอที่จะนำมาปิดส่วนที่ปลูกผมได้
  • ใส่เสื้อเชิ้ต สีเข้ม ขณะที่มาปลูกผมอาจจะมีการเปื้อนระหว่างปลูกผม

นอกจากนี้ยังควรวางแผนในการเดินทางไป-กลับ และต้องมีคนค่อยมารับส่งด้วย เนื่องตจากผู้เข้ารับการปลูกผมไม่สามารถขับกลับเองได่้ และต้องวางแผนในการหยุดงานเพื่อพักฟื้นอย่างน้อย 1 สัปดาห์จะดีที่สุด ถึงแม้ว่าแพทย์จะแนะนำให้พักผ่อนและกลับไปทำงานได้ภายใน 1-2 วันก็ตาม

Upload Image...

การดูแลหลังปลูกผม

หลังจากการปลูกผม หนังศีรษะของผู้เข้ารับการปลูกผมอาจมีอาการบวมอย่างมาก และอาจต้องใช้ยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการจนกว่าจะทุเลาลง ศัลยแพทย์จะให้ผู้เข้ารับการปลูกผมปิดผ้าพันแผลที่บริเวณหนังศีรษะอย่างน้อย 1-2 วัน นอกจากนี้ยังอาจมีการสั่งให้ใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านอาการอักเสบต่อเนื่องหลายวัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เข้ารับการปลูกผมจะสามารถกลับไปทำงานได้ภายใน 2-5 วัน

เมื่อผ่านไปประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังการปลูกผม ผมที่รับการปลูกถ่ายมาจะเริ่มร่วง แต่ไม่ต้องตกใจ เนื่องจากเป็นวงจรของผม โดย 60% ของผู้ที่เข้ารับการปลูกผมนั้นพบว่าเส้นผมใหม่จะใช้เวลาขึ้นประมาณ 6-9 เดือน

ภาวะแทรกซ้อนจากการปลูกผม ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

การปลูกผมด้วยวิธีการศัลยกรรมมีภาวะแทรกซ้อนที่ควรระมัดระวังและผลข้างเคียงที่อาจพบได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะเกิดมาจากการติดเชื้อ เช่น

  • เลือดออกมากผิดปกติ
  • เกิดการติดเชื้อบนหนังศีรษะ
  • หนังศีรษะบวม
  • มีรอยช้ำบริเวณรอบดวงตา
  • มีแผลตกสะเก็ดหรือน้ำเหลืองที่บริเวณหนังศีรษะที่ทำการปลูกผม หรือบริเวณที่ผมถูกย้ายไปปลูกที่อื่น
  • รู้สึกชาหรือไม่มีความรู้สึกบริเวณหนังศีรษะที่ทำการปลูกผม
  • มีอาการคัน
  • แผลเป็นบนหนังศีรษะจากการปลูกผม
  • เกิดอาการอักเสบหรือการติดเชื้อที่ต่อมขุมขน (Folliculitis)

นอกจากนี้ยังอาจพบอาการผมร่วงที่ได้รับการปลูกถ่ายร่วงอย่างกะทันหัน ซึ่งเรียกว่า (Shock Loss) แต่จะเกิดขึ้นชั่วคราว เพราะหลังจากนั้นผมจะเริ่มขึ้นใหม่อีกครั้ง แต่ถ้าหากเวลาผ่านไปแล้วผมยังไม่ขึ้นหรือมีอาการอักเสบ อาการติดเชื้อเกิดรุนแรงขึ้นควรจะรีบกลับไปพบแพทย์

Upload Image...

ผมร่วงเกิดจาก

  1. ผมร่วงจากฮอร์โมน

          ในผู้ชาย ฮอร์โมนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผมร่วงได้มาก เพราะมีฮอร์โมนในกลุ่มฮอร์โมนแอนโดรเจน ที่มีชื่อว่า DHT (Dihydrotestosterone) ฮอร์โมนตัวนี้จะไปจับกับรากผม ทำให้วงจรชีวิตเส้นผมแปรปวน จนผมงอกได้น้อยลง

            และในผู้หญิงหลังคลอดส่วนผมร่วงหลังคลอด เป็นอาการที่เกิดจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เส้นผมส่วนใหญ่บนหนังศีรษะร่วงออกพร้อมกันจนผมบางชั่วขณะ แต่อาการผมร่วงแบบนี้ไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการปลูกผม FUE เพียงแค่รอเวลาประมาณ 6 เดือน ผมก็จะขึ้นมาเป็นปกติดังเดิม

  1. ผมร่วงกรรมพันธุ์

            กรรมพันธุ์เป็นตัวกำหนดปัจจัยหลายๆ อย่างของร่างกาย ทั้งรูปลักษณ์ การทำงานของร่างกาย รวมไปถึงโรคต่างๆ ที่ส่งต่อผ่านกรรมพันธุ์ ซึ่งโรคดังกล่าวจะเรียกว่าโรคหัวล้านกรรมพันธุ์ (Androgenetic Alopecia)

            ในเพศชายจะพบโรคนี้ได้มากกว่าเพศหญิง โรคนี้จะทำให้ตัวรับฮอร์โมนบริเวณรากผมทำงานได้ดีมากขึ้น จนผมถูกรบกวนจากฮอร์โมน ทำให้ผมงอกได้น้อยลง ร่วงไวขึ้น ท้ายที่สุดจะทำให้หัวล้านถาวรโดยเฉพาะบริเวณผมด้านหน้าและกลางศีรษะ อย่างที่บอกไปเกี่ยวกับวงจรชีวิตเส้นผมแปรปวน

  1. ผมร่วงจากโรคต่าง ๆ

  • เกิดติดเชื้อ อักเสบ จนส่งผลต่อการสร้างเคราตินของต่อมผม เช่น โรคผมร่วงฉับพลันทั่วศีรษะ (Telogen Effluvium), โรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia Areata) เป็นต้น
  • นอกจากโรคทางกายภาพแล้ว ความเครียดก็ส่งผลต่อพฤติกรรมดารดึงผมตัวเอง ทำให้ผมร่วง หากมีปัญหาที่หนังศีรษะร่วมด้วยจึงส่งต่อให้แพทย์ด้านเส้นผมและหนังศีรษะดูแลในภายหลัง
  • ส่วนโรคที่ทำให้ผมร่วงทางอ้อม มักเป็นโรคที่ทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะวิกฤติ อย่างเช่นมีไข้สูงมาก ขาดเลือดระยะหนึ่ง ขาดสารอาหาร หรืออื่นๆ เนื่องจากภาวะเหล่านี้จะทำให้ร่างกายเกิดความเครียด ส่งผลต่อการทำงานในระบบต่างๆ ทำให้ต่อมผมหยุดทำงานชั่วขณะ จนผมร่วงพร้อมกันทั้งศีรษะ บางครั้งอาการป่วยก็กระตุ้นให้รากผมอักเสบจนผมร่วงได้เช่นเดียวกัน

     4. ผมร่วงจากยา

        ยาหรือวิธีการรักษาโรคอื่นๆ สามารถทำให้ผมร่วงได้ จากการทำให้ต่อมผมหรือผิวหนังโดยรอบอักเสบ, ความดันเลือดสูงจนเส้นเลือดฝอยเสียหาย, หรือส่งผลกับฮอร์โมนจนทำให้ผมร่วงได้ในที่สุด

     5. ผมร่วงจากพฤติกรรม

        พฤติกรรมต่างๆทำให้ผมร่วงได้โดยไม่รู้ตัว อย่างเช่น ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ อาจจะทำให้ดส้นเลือดฝอยแตก, ทำให้เลือดไปเลี้ยงเส้นผมไม่พอ, การสูบบุหรี่, การทานอาหารไม่มีประโยชน์ ไม่จำเป็นต่อการสร้างเส้นผมไป, หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมการดูแลผมที่ผิดวิธี อย่างการมัดผมตึง หวีผมแรงๆ เซต ดัด ยืด ย้อมผม ก็ทำให้ผมร่วงได้มากเช่นกัน

Upload Image...

วิธีรักษาผมร่วงที่แนะนำ

        แพทย์จะแนะนำให้รักษาด้วยวิธีการอื่นๆ ก่อนการปลูกผม FUE ซึ่งวิธีการรักษาอาการผมบาง ศีรษะล้านมีด้วยกันหลายวิธี ดังนี้

  1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด และยังต้องทำควบคู่ไปกับการรักษาวิธีอื่นด้วย และพฤติกรรมหลายอย่างของคนเราอาจทำให้ผมร่วงโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่ควรทำคือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต้นเหตุอาการผมร่วง ดังนี้

  • ทานอาหารบำรุงผม อาหารที่มีประโยชน์
  • ลด ละ เลิกการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่
  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ผ่อนคลายความเครียด
  • หวีผมเพื่อกระตุ้นหนังศีรษะเบาๆเป็นประจำ
  • ไม่มัดผมตึงเกินไป
  • หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกับเส้นผม ทั้งย้อมสีผม ดัดผม และยืดผม
  • การปรับพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้ผมร่วงในเบื้องต้น จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำหากอยากมีผมดกหนา สุขภาพดี
  1. การใช้ยาแก้ผมร่วง

          การใช้ยาแก้ผมร่วง ซึ่งไม่ต้องเจ็บตัวฉีดยาหรือผ่าตัด โดยยาแก้ผมร่วงที่นิยมใช้กันในประเทศไทยมีด้วยกัน 2 ตัวยา ได้แก่ ยาไฟแนสเตอรายด์ (Finasteride) และยาไมนอกซิดิวล์ (Minoxidil)

           ยาไฟแนสเตอรายด์ จะใช้สำหรับแก้ผมร่วงในผู้ชายเท่านั้น ตัวยาไปลดการสร้างฮอร์โมน DHT ในเนื้อเยื่อต่างๆ ตัวยาจะออกฤทธิ์กระตุ้นให้เส้นผมงอกได้ดีขึ้น ทำให้ผมร่วงน้อยลง และงอกได้ดีมากขึ้น 
           ส่วนยาไมนอกซิดิวล์ จะช่วยออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือด กระตุ้นให้รากผมงอกผมได้ดีขึ้น วงจรชีวิตเส้นผมยาวนานขึ้น ร่วงช้าลง สามารถใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง 

แต่ทั้งนี้การใช้ยาเฉพาะทาง แก้ผมร่วงต้องปรึกษาแพทย์ก่อน เนื่องจากมีผลข้างเคียงที่ค่อนข้างรุนแรงหากใช้ผิดวิธีนั้นเอง

  1. การรักษาแบบทางเลือก

การรักษาแบบทางเลือก เป็นการรักษาด้วยการกระตุ้นรากผม และฟื้นฟูการทำงานของรากผมด้วยวิธีการต่างๆ โดยไม่ต้องใช้ยา ซึ่งการรักษาดังกล่าวมี 3 วิธี ดังนี้

การทำ PRP ผม – เป็นการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นจากร่างกายของผู้เข้ารับการรักษาเองเข้าที่หนังศีรษะ เพื่อกระตุ้นการทำงานของเซลล์รากผม ทำให้รากผมแข็งแรงขึ้น ส่งเสริมการสร้างเส้นผมและเส้นเลือดฝอยบริเวณนั้น ส่งผลให้ผมงอกได้ดีขึ้นในระยะยาว

การฉีดสเต็มเซลล์รากผม – เป็นการฉีดสเต็มเซลล์จากหนังศีรษะของผู้เข้ารับการรักษาเอง ช่วยซ่อมแซมส่วนที่เสียหายบนหนังศีรษะ ส่งเสริมให้สุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะโดยรวมดีขึ้น กระตุ้นการทำงานของเซลล์รากผม

การทำเลเซอร์ – การทำเลเซอร์จะช่วยให้พลังงานกับเซลล์ และกระตุ้นการทำงานของเซลล์บริเวณหนังศีรษะ ทำให้รากผมงอกผมได้ดีขึ้น เลเซอร์ที่นิยมทำเพื่อกระตุ้นรากผมมี 2 ชนิด คือ LLLT Laser และ Fotona Laser ซึ่งโฟโตน่าเลเซอร์นี้เป็นเลเซอร์นวัตกรรมใหม่ นำเข้าจากต่างประเทศ โดย Absolute Hair Clinic ให้บริการเป็นที่แรกในไทยด้วย

การรักษาทางเลือกนิยมใช้ในกรณีที่ผู้เข้ารับการรักษาไม่ต้องการใช้ยาสำหรับทาน อยากเห็นผลการรักษาไวขึ้น หรือนิยมทำควบคู่กับการทานยา และทำหลังจากศัลยกรรมปลูกผม FUE ด้วย

  1. ศัลยกรรมปลูกผมถาวร

          การศัลยกรรมปลูกผมถาวร เป็นการผ่าตัดเพื่อย้ายรากผมจากตำแหน่งเดิมซึ่งมักจะเป็นบริเวณท้ายทอยหรือหลังกกหู ไปยังตำแหน่งที่ไม่มีผม หรือต้องการให้ผมหนาขึ้น โดยการศัลยกรรมปลูกผมถาวรนี้มีด้วยกันหลายวิธี แต่ละวิธีจะแตกต่างกันไปในรายละเอียดบางขั้นตอน วิธีการหลักๆ ที่ใช้กันจะมี 2 วิธี ได้แก่ปลูกผม FUT และปลูกผม FUE

         การปลูกผม FUT เป็นการปลูกผมที่ถูกคิดค้นเป็นวิธีแรกๆ โดยวิธีนี้จะย้ายรากผมโดยการตัดหนังศีรษะชั้นบนบางส่วนออกพร้อมรากผม แล้วนำชิ้นหนังศีรษะไปแยกเป็นกอรากผม แล้วจึงนำมาปลูกทีละกอ ข้อเสียคือแผลเย็บจากการตัดหนังศีรษะออกจะทิ้งรอยแผลเป็นไว้หลังการรักษา

        ส่วนการปลูกผม FUE จะทำเหมือนกับการปลูกผม FUT ทุกประการ แต่จะต่างกันตรงวิธีการย้ายรากผมออกมาจากหนังศีรษะ การปลูกผม FUE จะใช้เครื่องเจาะทันสมัยเจาะรากผมออกมา ทำให้ไม่ทิ้งแผลเป็นไว้หลังการรักษา

         ส่วนวิธีอื่นๆจะเป็นวิธีการที่แยกย่อยออกมาจากการปลูกผม FUE เช่น การปลูกผม DHI คือการปลูกผมแบบ FUE ที่จะปลูกกอรากผมด้วยเครื่องมือ Implanter pen

         ส่วนการปลูกผม Long Hair DHI หรือ FUE จะเป็นการปลูกผมแบบ FUE ที่จะใช้กอรากผมที่มีผมยาวในการปลูกผมนั่นเอง

          ทั้งนี้ การศัลยกรรมปลูกผมถาวรเป็นตัวเลือกสุดท้ายของการรักษาอาการผมบาง หัวล้าน เนื่องจากการผ่าตัดมีความเสี่ยง อีกทั้งการรักษายังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ นอกจากนี้ผู้ที่ผ่านการปลูกผมมาแล้วอาจมีความเสี่ยงที่ผมส่วนอื่นจะร่วงเพิ่มขึ้นอีกหากไม่ปรับพฤติกรรม หรือไม่รักษาด้วยวิธีการอื่นๆร่วมด้วย

            ดังนั้นหลังการรักษาด้วยการศัลยกรรมปลูกผมแพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาแก้ผมร่วง หรือใช้การรักษาทางเลือกต่างๆ ควบคู่ไปด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ผมร่วงเพิ่มจนต้องปลูกผมรอบสอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *